อัลไพน์เดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งสำคัญด้วยการดึง ไมค์ เอลเลียตต์ อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบและเทคนิคของเมอร์เซเดส กลับเข้าสู่วงการฟอร์มูลาวันอีกครั้ง หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค หรือ CTO ของทีม
เอลเลียตต์วัย 52 ปีจะรับผิดชอบดูแลภาพรวมงานด้านเทคนิคและวิศวกรรมของโรงงานที่เอนสโตน โดยเตรียมเริ่มงานในสัปดาห์หน้า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน Alpine ที่ต้องการยกระดับผลงาน หลังทีมตกไปอยู่ท้ายกริดในปี 2025
ไมค์ เอลเลียตต์ กลับบ้านเก่า หวังยกระดับ Alpine
การกลับมาของ ไมค์ เอลเลียตต์ ถือเป็นการหวนคืนสู่สถานที่ที่เขาคุ้นเคย เพราะเจ้าตัวเคยทำงานกับทีมแห่งนี้มาแล้วในช่วงปี 2008-2012
ในเวลานั้นทีมยังใช้ชื่อ Renault ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Lotus โดยเอลเลียตต์รับบทบาทหัวหน้านักอากาศพลศาสตร์ และมีส่วนสำคัญในงานด้านแอโรไดนามิกของรถแข่ง
หลังจากนั้นเส้นทางอาชีพของเขาก้าวขึ้นอีกระดับกับ Mercedes ซึ่งเขาทำงานเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ และอยู่ในช่วงที่ทีมประสบความสำเร็จอย่างสูงใน F1
เอลเลียตต์เริ่มต้นจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายแอโรไดนามิก ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค และต่อมาเป็น CTO โดยมีส่วนร่วมกับทีมที่คว้าแชมป์ประเภททีมผู้สร้าง 8 สมัย และแชมป์ประเภทนักขับ 8 สมัย
สำหรับ Alpine การได้บุคลากรที่มีประสบการณ์ระดับนี้เข้ามา จึงเป็นความพยายามเพิ่มศักยภาพของฝ่ายวิศวกรรมและลดช่องว่างจากทีมแถวหน้า
บทบาทใหม่ของ เอลเลียตต์ อยู่เหนือโครงสร้างฝ่ายเทคนิคเดิม
เอลเลียตต์จะเข้ามาอยู่ในโครงสร้างฝ่ายวิศวกรรมของ Alpine โดยรับตำแหน่งเหนือเดวิด ซานเชซ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Executive Technical Director และเข้าร่วมทีมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024
การแต่งตั้งครั้งนี้จึงสะท้อนว่าทีมต้องการเพิ่มระดับการกำกับดูแลงานด้านเทคนิคในโรงงานเอนสโตน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตำแหน่งบุคลากรทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์เปิดตัวเอลเลียตต์ไม่ได้มีคำพูดจากฟลาวิโอ บริอาโตเร ที่ปรึกษาบริหารและผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารทีม รวมถึงสตีฟ นีลเซน กรรมการผู้จัดการของ Alpine
ทั้งสองคนมีกำหนดพูดถึงการแต่งตั้งครั้งนี้ต่อสาธารณะในการแข่งขันอาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน
บทเรียนจาก Mercedes กับแนวคิด Zero-Pod
การกลับมารับงาน F1 ของ เอลเลียตต์ ยังมาพร้อมกับประสบการณ์จากช่วงเวลาที่ Mercedes ต้องเผชิญปัญหาด้านการออกแบบรถครั้งใหญ่
เอลเลียตต์ก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคต่อจากเจมส์ อัลลิสัน และเป็นผู้นำทีมออกแบบรถสำหรับยุค Ground Effect ที่เริ่มต้นในปี 2022
Mercedes เลือกใช้แนวคิดที่เรียกว่า “Zero-Pod” ซึ่งลดขนาดไซด์พอดลงอย่างมาก เพื่อให้ทีมสามารถควบคุมการไหลของอากาศบริเวณพื้นรถและพยายามสร้างแรงกดมหาศาล
แนวคิดดังกล่าวให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจในอุโมงค์ลม แต่เมื่อใช้งานจริงกลับเจอปัญหาสำคัญอย่าง “Porpoising” หรืออาการรถเด้งขึ้นลงอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมใต้พื้นรถ
ทุกทีมต่างต้องรับมือกับปัญหานี้ในช่วงต้นปี 2022 แต่ Mercedes ใช้เวลานานกว่าหลายทีมในการหาทางแก้ไข
ขณะที่ Red Bull เลือกใช้แนวทางออกแบบที่แตกต่าง โดยเน้นไซด์พอดที่มีลักษณะเว้าลึกเพื่อช่วยจัดการกระแสลมและซีลพื้นรถ ผลงานของพวกเขากลับโดดเด่นกว่าอย่างชัดเจน
Mercedes ยังคงเดินหน้ากับแนวคิดเดิมเข้าสู่ปี 2023 โดยเชื่อว่าสามารถพัฒนาให้ใช้งานได้ แต่เมื่อรถยังไม่สามารถไล่ตามคู่แข่งได้ เอลเลียตต์จึงสลับบทบาทกับอัลลิสัน ก่อนตัดสินใจแยกทางกับ Mercedes ในช่วงปลายปี 2023
Alpine หวังใช้ประสบการณ์ของเอลเลียตต์เปลี่ยนทีมให้กลับมาแข่งขันได้
ตำแหน่งใหม่ของเอลเลียตต์ถือเป็นงานแรกใน F1 นับตั้งแต่เขาออกจาก Mercedes และยังเป็นการกลับมาร่วมงานกับบุคคลที่คุ้นเคยจากช่วงแรกของอาชีพ
ทั้งบริอาโตเรและนีลเซนต่างเคยทำงานร่วมกับเขาในช่วงที่เอลเลียตต์อยู่กับทีมแห่งนี้ครั้งแรก
Alpine ระบุว่าประสบการณ์ของเอลเลียตต์จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฝ่ายเทคนิค ขณะที่เป้าหมายระยะยาวคือการต่อยอดจากผลงานที่เริ่มดีขึ้นในสนาม และลดช่องว่างจากทีมระดับท็อปของ F1
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการสร้างรถที่เร็วขึ้น แต่ยังรวมถึงการวางโครงสร้างทางวิศวกรรมให้มีประสิทธิภาพและสามารถพัฒนารถได้อย่างต่อเนื่อง
ไมค์ เอลเลียตต์ หวนคืน F1! Alpine ดึงอดีตหัวหน้าเทคนิค Mercedes นั่ง CTO